5-Thailand----------

(เป็น post เก่าจาก blog เก่าผมเอามา post ใหม่ สืบเนื่องจากอ่าน post โอลิมปิกวิชาการ ความคาดหวัง กับ ความเป็นจริง แล้วมันเกิดอาการ)

ประเทศเวียดนามน่าจะแซงหน้าประเทศไทยเร็วๆ นี้ครับ และเหตุผลหลักคงเป็นเพราะนิสัยคนไทยครับ อย่าไปโทษอะไรเลย(เช่นพวกชอบโทษรัฐบาลไปซะทุกเรื่อง)

วันนี้ผมได้เจอข่าวนึงของคนเวียดนามครับ แต่ไม่ใช่คนเวียดนามธรรมดา แต่เป็นคนเวียดนามตาบอดครับ ... คนเวียดนามตาบอดทำอะไรเหรอครับ?

ลองไปอ่านดูที่นี่ครับ:

http://vietnamnews.vnagency.com.vn/2004-11/20/Stories/31.htm

คนเวียดนามตาบอดคนนี้เขาไม่ได้ขาย lottery หรือเป็นขอทานครับ ไม่ ... คนตาบอดชื่อ Tran Ba Thien คนนี้

- เขาได้พัฒนา web browser ที่ทำให้คนตาบอดสามารถเล่น net ได้ และเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน speech recognition

- เขาได้รับรางวัล $10,000 ในงาน Innovation Day ของ World Bank ซึ่งเป็นงานระดับโลกที่ให้รางวัลกับผู้ที่สร้างประโยชน์ให้สังคม

- เขาเป็นคนก่อตั้งชมรมสำหรับคนตาบอดที่สนใจด้านคอมพิวเตอร์ในเมืองโอจีมิน และกำลังจะช่วยก่อตั้งอีกชมรมที่เมืองฮานอย

- เขายังได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์ทางด้าน ITของเวียดนาม "e-Chip" ว่าเป็นหนึ่งใน 14 "IT Knights" ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือท้องถิ่น ...

ผมอ่านข่าวฉบับนี้ แล้วกลับมามองประเทศไทย ก็รู้สึกทันทีว่า อีกไม่นาน เวียดนามคงจะแซงหน้าเราแน่ๆ มองเห็นได้จากหลายๆ ประเด็น ... ถึงวันหนึ่ง เวียดนามคงจะทิ้งห่างไทย ความแตกต่างคงจะชัดเจน ...

ประเด็นที่เห็นจากเรื่องนี้คงเห็นชัด ขนาดคนตาบอดของเวียดนาม เขายังเป็นคนใฝ่รู้ ศึกษาหาความรู้ ขนาดคอมพิวเตอร์ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับคนตาบอด เขาก็ยังหาทางทำให้คนตาบอดของเขาใช้ได้ แล้วทำด้วยฝีมือของคนตาบอดด้วย ... ผมว่าคนตาดีๆ หลายคน ยังสู้ไม่ได้เลยครับ ... พูดง่ายๆ ว่าแค่คนตาบอดของเขา มีความใฝ่รู้มากกว่าคนตาดีๆ ของคนไทยหลายคนเลยครับ ... อย่าลืมสถิติที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 3 บรรทัดต่อปี ส่วนคนเวียดนามอ่านเฉลี่ยเป็นเล่มๆ ต่อปี

เท่านั้นยังไม่พอ แต่ต้องมองที่การสนับสนุนของสื่อของเขาด้วย ... สื่อประเทศไทย นำเสนอแต่ข่าวแง่ลบ ข่าวร้ายตลอดเวลา .. แต่หนังสือพิมพ์ของเขา มีการยกย่องคนทำประโยชน์เพื่อสังคมด้วย ... ผมรู้สึกมานานแล้ว ว่าสื่อต่างๆ ในประเทศไทยนั้น น้อยมากที่จะมีการออกบทความในลักษณะที่เป็นการยกย่องคนดี คนที่ทำประโยชน์กับสังคม ..

การยกย่องคนที่ทำประโยชน์กับสังคม นอกจากจะเป็นกำลังใจให้กับคนทำดีแล้ว มันยังเป็นการนำเสนอแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่นๆ เป็นการสร้างบรรยากาศของสังคมแห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ส่วนสื่อของไทย มีแต่การนำเสนอข่าวของคนไม่ดี .... มันเหมือนกับสื่อ(หรือคนไทยโดยส่วนใหญ่)ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนดีในสังคม จึงต้องพยายามหาข่าวของคนไม่ดีมานำเสนอ มาดูกันให้เยอะๆ ... จะได้รู้สึกว่าใครๆ ก็ไม่ดี ตัวเองจะได้ไม่รู้สึกผิดเวลาตัวเองทำไม่ดี .... บางทีมันรู้สึกเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะครับ

ผมคิดว่าคนไทยควรจะเปิดโลกทัศน์ในการมองหาสิ่งดีๆ ของคนอื่น ของสังคมอื่น มาเป็นแบบอย่างที่ดีของเราบ้าง ... ไม่ใช่พอชื่นชมสังคมที่ดีของประเทศอื่น ก็จะต้องมีคนมาบอกว่า โถ่ ประเทศนั้นเหรอ สังคมไม่เห็นจะดีเลย เพราะงี้ๆๆๆๆ

แล้วทำไมต้องไปสนใจด้วยล่ะครับ ไอ้ที่ไม่ดี ... มองไอ้ที่ดีๆ สิครับ เอาที่ดีๆ มาสิครับ ไอ้ที่ไม่ดีก็ช่างเขา

มองสิ่งที่ดีของคนอื่น เพื่อเอามาปรับปรุงดีกว่าครับ

ถ้ามองแต่สิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น แล้วจะนำมาพัฒนาอะไรได้ครับ?


edit @ 2005/05/03 14:43:04

เดิมทีผมมี blog ที่เขียนอยู่ที่ manager ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ(สิ่งที่ไม่ค่อยดีของ)ประเทศชาติ ซะมากกว่า ลองไปอ่านดูได้ครับที่นี่: http://weblog.manager.co.th/publichome/non/

ผมเกิดที่ US ครับ ไม่ได้เกิดเมืองไทย อยู่ที่ US ตอนเด็กๆ หลายปี ... แต่ก็เป็นคนไทย 100% ครับ

ทุกวันนี้ผมจะอ่านเนื้อหาต่างๆ บน internet ที่เป็นภาษาอังกฤษ มากกว่าภาษาไทยหลายเท่า ซึ่งเหตุผลสำคัญก็เพราะ internet มันมีข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษเยอะมากๆ .. ผมคิดว่าใช้ internet อ่านแค่ภาษาไทย มันเหมือนกับใช้ internet ไม่ถึง 1% เลยมั้ง

อย่างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ถ้าคุณรับรู้โดยผ่านแต่สื่อภาษาไทย เช่น หนังสือพิมพ์ไทย, หนังสือไทย, นิตยสารไทย, ทีวีไทย, web ข่าวไทย (อย่าง manager), webboard ภาษาไทย, หรือแม้แต่ blog ก็อ่านแต่ blog ภาษาไทย .. คุณกำลังปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลของตัวเองไปเยอะมากๆ

ทุกวันนี้มันเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ มันเป็นยุคของโลกข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด ทั่วโลก online บน internet ... แต่มันน่าเศร้า ถ้า(หรือที่?)คนไทยปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลของตัวเอง โดยรับรู้ผ่านแต่สื่อไทยๆ ... ถ้าเกิดคนไทยต้องรอสื่อภาษาไทยนำเสนอถึงจะสามารถรับรู้ได้ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะตามทันประเทศที่พัฒนาแล้วซักที? .. จริงอยู่ที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น สามารถพัฒนาได้โดยคนส่วนใหญ่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ .. แต่สิ่งที่คนญี่ปุ่นมีคือวินัยในตัวเองครับ .. และมีมากซะด้วย ทำให้เขาสามารถผลักดันตัวเองให้กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ จนคนอื่นต้องไปศึกษาจากเขา

ผมมักจะพบเห็นบ่อยๆ ถึงคนที่ชอบบ่นว่า หนังสือภาษาไทยดีๆ ไม่ค่อยมี เลยไม่สามารถหาความรู้ในเรื่องที่ตัวเองสนใจได้เท่าไหร่ ... ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีหนังสือภาษาไทยดีๆ หรอกครับ ... อย่าไปโทษเรื่องนอกตัว โทษตัวเองก่อนดีกว่า .. ถ้าข้อมูลมันมี แต่มีเป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องศึกษาให้ได้จากภาษาอังกฤษ ไม่ใช่หมดหวังไปเฉยๆ หรือต้องรอจนกระทั่งจะมีคนใจดีแปลเป็นภาษาไทยให้อ่าน .. อย่างนี้แหละ เลยตามประเทศอื่นไม่ทัน

ในปัจจุบันการแข่งขันกันในระดับโลกของประเทศต่างนั้น "Information is Power"ครับแต่ถ้าคนไทยปิดกั้นตัวเองจาก Information แล้วจะสู้กับใครครับ ในขณะที่ชาวโลกเชื่อมโยงข่าวสารถึงกันหมด แต่คนไทยปิดกั้นตัวเองอยู่ในกรอบของประเทศตัวเอง มันก็เสมือนวิ่งถอยหลังเทียบกับประเทศอื่นๆ .. แล้วอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าประเทศของเราถอยหลังมากๆ จนประเทศอื่นๆ อย่างแม้กระทั่งเวียดนาม แซงหน้าไปหมด .. ประเทศเราจะยิ่งเสมือนกลายเป็นเมืองขึ้นเข้าไปใหญ่ครับ

ที่ภาษาไทยไม่ค่อยมีอย่างหนึ่งก็คือหนังสือด้าน Self-Help และด้านปรัชญาชีวิตต่างๆ

แต่สุดท้ายก็คือ ถึงมี คนก็ไม่คิดจะอ่านอยู่ดี

แล้วจะมีคนบอกผมอีกว่า ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อยู่อย่างสบายๆ ดีกว่า ไม่ต้องไปฝันอะไรให้ไกล ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องดิ้นรน ... ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ทุกคนมีสิทธิใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยาก ... แต่ถ้าทุกคนในประเทศไม่มีใครตั้งเป้าที่สูงๆ ไม่มีใครตั้งความฝันให้ไกลแล้วพยายามทำให้เป็นจริง .. แล้วประเทศเราจะเป็นยังไงครับ .. ในโลกของการเปลี่ยนแปลง การอยู่เหมือนเดิมไม่พัฒนาก็คือการถอยหลังอีกนั่นแหละครับ

blog นี้ผมจึงเขียนเพื่อพยายามจุดประกายให้คนที่ไม่มีความฝัน ได้สร้างความฝัน และให้คนที่มีความฝัน ได้แรงบันดาลใจที่จะทำความฝันตัวเองให้เป็นจริงครับ ... มนุษยชาติก้าวหน้ามาได้ ก็เพราะบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ได้พยายามทำให้ความฝันตัวเองเป็นจริงครับ .. เช่นเดียวกัน ประเทศเราจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ก็อยู่ที่ว่าคนในประเทศ จะมีคนที่ตั้งความฝันที่ยิ่งใหญ่ และพยายามทำให้เป็นจริง กี่คนครับ

อ่ะ หลุดเรื่องที่จะพูดไปไกล

ก็คือ วันนี้ผมก็ไปอ่าน web ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง คือ http://www.stickmanbangkok.com(ระวัง! อาจมีโฆษณาที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ครับ) เป็น web ที่ฝรั่งที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาเขียนกันเกี่ยวกับประสบการณ์และความรู้สึก ที่มาอยู่เมืองไทย ... มีส่วนบทความจากผู้อ่าน(คือฝรั่งด้วยกัน) เขียนมาเยอะมาก ... ก็มีทั้งฝรั่งที่ประทับใจคนไทย ฝรั่งที่สมเพชคนไทย และฝรั่งที่ดูถูกคนไทย .. อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนคงจะเลือดเดือดกันขึ้นมาบ้างแล้ว ฮ่าๆ

คือต้องยอมรับว่าวิธีคิดแบบตะวันตก กับวิธีคิดแบบไทยๆ จริงๆ มันก็ต่างกันอยู่พอควร ทำให้มุมมองที่เขาเห็นคนไทย จึงอาจจะเห็นด้านไม่ดีบ้างเป็นธรรมดาบวกกับเรื่องที่ว่าฝรั่งหลายคนอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมของบาร์เบียร์ เลยเห็นภาพไม่ค่อยครบเท่าไหร่ ... แต่ก็ต้องยอมรับอีกว่าบางเรื่องที่เขาเขียนนั้นเป็นเรื่องจริง (ที่ไม่ดี) เหมือนกัน

คือมันเป็นการสะท้อนภาพของสังคมไทยที่ดีมากๆ ... ฝรั่งพวกนี้บางทีรู้จักคนไทยมากกว่าที่คนไทยจะรู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จริงๆ ต้องไปอ่านครับ แล้วจะรู้ว่าเหมือนกับเป็นการอ่านฝรั่งนินทาคนไทยกันเลย ... มีการเขียนแม้กระทั่งว่า "คนไทยไม่รู้หรอก ว่าพวกเราเขียนอะไรกันที่นี่" ฮ่าๆๆ ...

พอดีก็มาเจอบทความนึงที่ทำให้ผมทนไม่ได้ ต้องมาเขียน blog (ที่ยาวเหลือกเกิน) enty นี้ .. เป็นบทความที่สะท้อนภาพบางอย่างให้เห็น มันเป็นเรื่องของฝรั่งที่สอนหนังสือในเมืองไทยครับ ชื่อเรื่องว่า Teaching in Thailand .. อ่านแล้วผมยอมรับว่ารู้สึกอนาถมากๆ

ผมแนะนำให้ไปอ่านเองครับ แต่จะสรุปให้อ่านด้วยครับ

  • ฝรั่งคนนี้สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียงแห่งนึงในกรุงเทพ
  • สอนชั้น ม5 และ ม6 ห้องนึงมี 40 คน (ซึ่งจริงๆ ถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับโรงเรียน US ครับ ที่ผมเคยเรียนตอนเด็กๆ ห้องนึงแค่ 20 คนครับ อาจารย์สามารถสอนได้อย่างทั่วถึง และนักเรียนมีส่วนร่วมได้มากกว่า)
  • สิ่งแรกที่เขาสังเกตเมื่อเทียบกับที่เขาเคยเรียนตอนเด็กๆ คือ ทัศนคติโดยรวมของคนในโรงเรียน ถึงแม้ว่านักเรียนดูมีสัมมาคาราวะ(ฮ่าๆ คนไทยไม่เคยขาด ยังน่ายินดี) แต่โดยรวมทุกคนที่โรงเรียนนี้ ดูเหมือนจะมีทัศนคติต่อการเรียนว่า "it doesn't matter" คือ "มันไม่สำคัญเท่าไหร่ช่างมันเถอะ"
  • ครูไทย friendly และช่วยเหลือดีมาก แต่เขารู้สึกว่าครูพวกนี้ทำงานที่นี่ที่เดียวมาตลอดชีวิตแน่ๆ เลย ซึ่งพอเขาถามก็พบว่าจริงอย่างที่คิด บางคนทำมา 15 ปี บางคน 20 ปี
  • ในวันที่สอนวันแรก ก็พบกับ 'วัฒนธรรม' ของนักเรียน ว่าเข้าเรียนสาย ... ประมาณครึ่งนึงเข้าสายครึ่งชั่วโมง ... เขาคิดว่าเอะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า เลยไปถามครูไทย .. ครูไทยก็ได้แต่ยิ้ม แล้วก็ประมาณว่ายอมรับว่าเนี่ยแหละ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ
  • ฝรั่งคนนี้เขียนว่า ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเด็กผู้ชายอายุ 16-18 ปี คงจะไม่สนใจที่จะเรียนภาษาอังกฤษกันเท่าไหร่ .. แต่เขาก็เจอนักเรียนบางคนพยายามหลับในห้องเรียนอย่างเปิดเผย หรือบางคนคุยมือถือในห้อง ...
  • เขาบอกว่าถ้าเป็นตอนเขาเด็กๆทำตัวอย่างนี้คงมีปัญหาแน่ๆ ถ้าเป็นโรงเรียนฝรั่ง ถ้าทำตัวมีปัญหา หรือไม่เข้าเรียน จะต้องถูกทำบันทึกและเรียกผู้ปกครองมาพบแน่ๆ .. เมื่อเขาเสนอความคิดนี้กับครูไทย ครูไทยก็พูดว่า 'Oh ก็ idea ดีนะ' พร้อมกับหน้าตาเฉยๆ ... ฝรั่งบอกว่าปกติเขาจะไม่อึ้งอะไรง่ายๆ แต่คราวนี้เขาอึ้งไปเลยกับทัศนคติของครูต่อพฤติกรรมนักเรียน ..
  • ถึงแม้ว่าเขามีนักเรียนเยอะมาก แต่เขาก็ตัดสินใจสั่งการบ้านให้ทำ เป็นการบ้านที่ใช้เวลา 5-10 นาที .. ปรากฏว่าจากนักเรียน 800 คน มีส่งการบ้านแค่ 11 คน ... มีอยู่คนนึงอุตส่าห์ลอกการบ้านจากเพื่อนอีกคนต่อหน้าต่อตา แล้วยังลืมเปลี่ยนคำตอบของคำถาม What is your Thai name and nickname อีกต่างหาก ... ซึ่งเขาก็ไม่อยากจะด่านักเรียนคนนี้ เพราะอย่างน้อยนักเรียนคนนี้ก็มีความพยายามที่จะส่งการบ้าน ซึ่งถือว่าเป็น Top 1% ของนักเรียนที่เขาสอนแล้ว (!!!!!)
  • พอคุยเรื่องเด็กไม่ส่งการบ้านกับเจ้านาย (คงเป็นครูใหญ่) .. เจ้านายก็ยิ้ม แล้วก็แค่นั้น
  • ฝรั่งเขาเริ่มรู้สึกว่าอย่างนี้ไม่รู้นักเรียนจะมาเข้าเรียนทำไม แล้วคิดไปคิดมาก็ไม่รู้ตัวเองจะมาสอนทำไม!
  • ข้อสรุปจากประสบการณ์ในการสอนคือ การพยายามสอนอะไรเปล่าประโยชน์ พยายามทำตัวเป็นตัวตลกจะได้รับความสนใจกว่า
  • Sure, I like to make my classes fun, but dont Thais understand that life is not one big game? I often get the feeling that the students come to English classes as if they were going to watch a comedy show, expecting to assimilate my knowledge without lifting a finger.
  • กำลังจะเป็นช่วงของการสอบ ครูคนนึงก็บอกว่า 'ช่วงสอบสบายดี ไม่ต้องสอน กิจกรรมเยอะ'
  • ในห้องเรียน จะมีนักเรียนจำนวนน้อยๆ จำนวนหนึ่งที่ bright มากๆ ซึ่งเขาก็บอกว่าน่าสงสารเด็กพวกนี้ ถูกระบบการศึกษาไทยรั้งไว้แท้ๆ
  • ฝรั่งบอกว่า ถ้าเป็น US ถ้าคุณสอบตกชั้น ป.4 คุณสามารถเข้าเรียนตอน summer แทนเพื่อผ่าน หรือไม่ก็เรียนซ้ำชั้น นั่นคือถ้าสอบตก คุณจะไม่สามารถเรียนชั้นต่อไป ... แต่อย่าคิดว่าในไทยจะเป็นแบบนั้น อย่างที่ครูไทยคนนึงบอก 'ถ้าสอบไม่ผ่าน ก็จะให้โอกาสทำข้อสอบแบบง่ายขึ้น หรือถ้าไม่ผ่านอีก หรือไม่มาสอบอีก ก็สามารถจ่ายเงินครูเพื่อให้ผ่านได้' .. พอถึงจุดนี้ฝรั่งบอกว่า อย่างนี้ไม่รู้จะเสียเงินจ้างฝรั่งมาทำ(บ้า)อะไร (เหตุผลจริงๆ ก็คือเป็นหน้าเป็นตาให้โรงเรียนน่ะแหละ ฝรั่งคนนี้คงยังไม่เข้าใจแต่จะมีฝรั่งที่เขียนด่าเรื่องคนไทยอะไรก็เป็นเรื่องหน้าตาอย่างเดียวที่ web เดียวกันนี้เหมือนกัน)
  • จบท้ายด้วยความเห็นจาก webmaster ของ web นี้ ซึ่งก็เจ็บปวดเช่นเดียวกัน :
  • So much of what happens in Thai schools is baffling, defies any sense of logic and in many ways is heartbreaking. Education is one the keys to future success and the poor level of education that so many Thai students get is quite frankly, criminal.

นี่คือโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพหรือนี่?? นี่คือโรงเรียนระดับชั้นนำของประเทศหรือนี่?? ... ตอนผมเรียนชั้นประถม มัธยมที่เมืองไทย มันยังไม่แย่ขนาดนี้นี่หน่า .. บางอย่างก็แย่อย่างที่เขาบอกเหมือนกัน แต่มันก็ยังดีกว่านี้นะ .. บทความนี้ส่งเข้ามาวันที่ 20/12/2004 ครับ แสดงว่าเป็นสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน

ใครที่เป็นรุ่นน้องช่วยบอกหน่อยว่าตอนเรียน ม.ปลาย มันเป็นอย่างนี้รึเปล่า !?

สุดท้าย ผมเศร้าใจ อย่างที่ผมเขียนตอนต้น entry นี้ว่า ภาษาอังกฤษ มันเป็นกุญแจสู่ความรู้มหาศาล แต่เด็กไทยทุกวันนี้ไม่เห็นค่าในการเรียนภาษาอังกฤษเลยหรือนี่????

แก้ไขเมื่อ 13/1/2548 17:29:22

แก้ไขเมื่อ 13/1/2548 17:35:14