5-Thailand----------

ผมเห็นด้วยกับ http://lewcpe.exteen.com/20050628/entry ของคุณลิ่ว

เด็กที่โตขึ้นในวันนี้ เขาโตมาเป็นคนยังไงมันก็เป็นอย่างนั้นเพราะผู้ใหญ่ในวันนี้ แทนที่จะด่าเด็ก ควรจะหันกลับมามองตัวเองมากกว่า เพราะตัวเองนั่นแหละคือผู้รับผิดชอบ

แนวความคิดนี้คงเคยอ่านมาแล้ว แต่ผมจะเขียนอีกที:

ผมคิดว่าถ้าผมมีลูกนะ ผมจะต้องฝึกให้เขาได้ใช้สมอง ใช้ความคิดของตัวเองให้มากๆ ตั้งแต่เด็กๆ ฝึกให้เขาตัดสินใจได้เองว่าอะไรดี อะไรไม่ดี สำหรับตัวเขา และในบางครั้งถ้าเห็นว่าเขาตัดสินใจผิด ก็จะหักห้ามใจตัวเอง ปล่อยเขาไปบ้าง เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาคิดอาจจะถูกสำหรับตัวเขาก็ได้ หรือบางครั้งการที่ให้เขาได้พบกับประสบการณ์ความผิดพลาดด้วยตัวเอง จะทำให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น

ผมว่าการที่ผู้ใหญ่ชอบคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าเด็กทุกอย่าง จึงไม่ปล่อยให้เด็กคิดเองเลือกเอง ตัดสินใจให้เด็กทุกเรื่อง มันเป็นการทำให้เด็กคิดไม่เป็น และเป็นการบีบคั้นให้เด็กไม่มีทางปลดปล่อยความคิดหรือความเป็นตัวของของตัวเอง

ในหลายๆ ครั้งเด็กจึงไปหาทางปลดปล่อยความคิดความเป็นตัวของตัวเองในทางที่ไม่ดี เพราะทางที่ดีที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ผู้ใหญ่คิดไว้ให้หมดแล้ว ...

เมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แล้วต้องใช้ความคิดตัวเองจริงๆ ก็เลยไม่มีความสามารถในการตัดสินใจที่ดี กลายเป็นผู้ใหญ่ห่วยๆ เคยชินแต่ความสบายๆ จึงมักง่าย ในขณะที่คิดว่าตัวเองรู้ดีทุกอย่าง สุดท้ายก็เลยเอาด่ารุ่นลูกของตัวเอง และตัดสินใจทุกอย่างให้ลูกตัวเองต่อไป เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

แล้วพอดีว่าผมอ่านเกี่ยวกับ คนเกาหลี ทำให้ผมมานั่งคิดว่าสังคมแบบเกาหลี และญี่ปุ่น เขายังเจริญได้ ทั้งๆ ที่รูปแบบหลายๆ ด้านตรงข้ามกับสังคมอเมริกัน ในขณะที่สังคมไทยเหมือนครึ่งๆ กลางๆ ของทั้งสองแบบ ผมเลยรู้สึกว่าของไทยนี่เอาส่วนที่ไม่ดีของสังคมทั้งสองแบบมารวมกันเลย แบบว่ามักง่าย

สิ่งที่ดีๆ ของรูปแบบสังคมเราก็ถูกกลบด้วยสิ่งที่ไม่ดีที่เราไปดึงมาจากสังคมอื่นหมด

สิ่งที่ดีๆ ที่เราไม่ยอมดึงมาก็คือ

- การเลี้ยงดูเด็กและระบบการเรียนการสอนแบบฝึกให้เด็กได้คิดด้วยตัวเอง (แบบตะวันตก)
- การเน้น performance มากกว่า seniority (แบบตะวันตก)
- ความมีระเบียบวินัย (แบบตะวันออก)
- ความเป็นชาตินิยมพร้อมเสียสละเพื่อชาติ (แบบตะวันออก และตะวันตก)
- ความขยัน (แบบตะวันออก และตะวันตก)

คนไทยปากบอกรักชาติครับ แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างชาติกับตัวเอง เห็นเลือกตัวเองกันทุกที

รักชาติแบบใครอย่ามาหยามชาติไทยนะ

แต่ไม่เคยมีความตั้งใจจะทำอะไรเพื่อชาติ

ตื่นกันซะที

พูดได้สะใจดีครับ

"แต่ว่าในเมืองไทยเป็นเรื่องตรงกันข้าม การที่จีดีพีเยอะขึ้นมาแล้วเป็นตัวเลขหลอก เพราะว่าที่แท้จริงแล้วคนที่ได้อนิสงส์จากจีดีพีสูงนั้นคือคนอยู่ข้างบน พวกบรรดาอภิมหาเศรษฐีทั้งหลาย บรรดาเจ้าสัวทั้งหลาย บรรดาคนซึ่งมีกิจการใหญ่โตมโหฬาร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทสินค้าการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทโทรคมนาคม หรือว่าอะไรก็ตามพวกนี้จะเป็นพวกที่ได้ แต่ว่าข้างล่างนั้นอนิสงส์ลงมาน้อยมาก"

"สนธิ - มันทำให้การจ้างงานมีแต่ว่าจ้างงานนั้นถูกกดในราคาที่ไม่เป็นธรรมมานานแล้ว

สโรชา - คือพูดง่ายๆ ว่าไม่ได้โตไปตามส่วนอื่นๆ

สนธิ - ไม่ได้โตไปตามส่วนอื่นๆ เข้าใจมั๊ยฮะ ผมเคยเรียนให้คุณสโรชาทราบ ถ้าคุณสโรชาจำได้นะฮะ ท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้านถ้าท่านผู้ชมจำได้นะครับ ผมเคยพูด ท่านผู้ชมมีลูกหลานหลายคนเคยถามตัวเองมั๊ยว่า ส่งลูกคนนึงเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ใช้เงิน 1 ล้านบาท แล้วลูกตัวเองจบมาแล้วทำงานตอนจบปริญญาตรีด้วยเงินเดือนเพียง 7,000 หรือ 7,500 บาท มันผิดปกติแปลว่าอะไร แปลว่าคนที่จบปริญญาตรีนั้นจบมาเป็นทาสรับใช้พวกร่ำรวยอีกระดับนึง เพราะว่าเขากดค่าแรงข้างล่างให้มันต่ำเพื่อข้างบนจะได้มีส่วนต่างกำไรมากขึ้น นั่นคือที่มาจีดีพี นี่คือข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อจีดีพี เร่งกันที่จีดีพีก็เลยมีข้อบกพร่องตรงนี้แทนที่จะไปเน้นการกระจายรายได้ เพราะการกระจายรายได้นั้นเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงใช่มั๊ยฮะ เพราะว่าถ้ามีคนพอมีพอกินกันเยอะๆ มีคนรวยบ้างแต่ว่าไม่ได้รวยแบบมหาศาล"

"เพราะว่าผมรับไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมสังคมไทยจะต้องถูกรังแกแบบนี้ พวกนี้ชอบเห็นว่าคนไทยเป็นคนกินแกลบ นึกจะทำอะไรก็ทำง่าย เห็นคนไทยเป็นควายไปหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง"

"ผมกลับมองว่า หลายๆ อย่างนั้นแก้ด้วยจิตใจแก้ได้ฮะคุณสโรชา ถ้าคนเราจิตใจงาม จิตใจดี มีจริยธรรม มีศีลธรรมปัญหาต่างๆ พูดกันรู้เรื่อง ปัญหาต่างๆ จะไม่เน่าเฟะ ไม่เละเทะกันแบบนี้ ลูกจะไม่ฆ่าลูก พ่อจะไม่ข่มขืนลูก เด็กจะไม่ไปทำแท้ง แม้กระทั่งเรื่องบ้าๆ บอๆของการรับน้องจะดีขึ้น หลายๆ อย่างจะดีขึ้นไปโดยปริยาย"

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3566732/P3566732.html

คิดว่าเป็นข่าวดีนะ

บีบีซีนิวส์ - ผลการสำรวจระบุอินเดียขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ใช้เวลาอ่านหนังสือมากที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยแล้วชาวภารตะจะอ่านหนังสือกันถึง 10.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มากกว่าคนอเมริกันถึงสองเท่า ขณะที่คนไทยเราก็ไม่น้อยหน้ามาเป็นอันดับสอง โดยสัปดาห์หนึ่งอ่านหนังสือเฉลี่ย 9.4 ชั่วโมง

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9480000085931