ครบรอบ 1 ปีแล้วครับสำหรับ blog นี้ เพราะ entry แรกของ blog นี้ post เมื่อวันที่ 26/09/2004
ก็ยอมรับว่าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้ post เลย.. ก็ไม่อยากจะอ้างเท่าไหร่หรอกว่าจริงๆ งานยุ่ง เพราะจริงๆ ก็ยังมีเวลาเล่นเกม ฮ่าๆ .. จริงๆ คือช่วงนี้กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์บางอย่างอยู่ ถ้าเกิดว่ามัน okผมก็คงจะมีเรื่องดีๆ มาเขียนอีก
เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนี้ จึงอยากจะขุด entry ที่ผมคิดว่าดีที่สุดของผม มาให้ลองดูกันอีกครั้ง เผื่อใครยังไม่ได้อ่านจะได้ลองอ่านดู
อันดับแรก ก็คงหนีไม่พ้น series เรื่อง ทำไมชีวิตต้องมีความฝันนำทาง ตอนที่ 1, 2, 3, 4, 5ซึ่งก็เป็นการสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 7 habits of highly effective people อันโด่งดัง โดยที่ผมสรุปในส่วนที่ผมเห็นว่าเป็นหัวใจหลักของหนังสือเล่มนั้นมาให้อ่านกัน ซึ่งก็คือคำอธิบายว่า "ทำไมชีวิตต้องมีความฝันนำทาง"
เรื่องถัดมา คือ ศิลปะแห่งการเริ่มต้นทำบริษัท ซึ่งเป็นเนื้อหาสั้นๆ ของหนังสือ Art of the Start ที่ผมค่อนข้างประทับใจ
ความฝัน ถ้าเล่าให้คนอื่นฟัง เขาอาจหัวเราะ เป็น post ที่รวมเรื่องราวประทับใจเกี่ยวกับการทำความฝันให้เป็นจริงครับ
เรื่องราวน่าประทับใจของวัน Christmas 'วันแห่งการให้'เป็นเรื่องน่าประทับใจในวัน Christmas ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ครับ
การศึกษาไทยมันแย่ขนาดนี้แล้วเหรอ? เป็นเรื่องน่าตกใจของสภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนที่มีชื่อในกรุงเทพ อ่านแล้วต้อง "เฮ้อ" อย่างเดียวเลย
นิยามความรักของผมเป็นนิยามความรักของผมครับ
คำแนะนำสำหรับคนที่อยากบอกรักแต่ไม่ค่อยกล้า:D
ถัดมาก็จะเป็น series เกี่ยวกับการเงินครับ
จากเรื่อง 57% ของเงินทั้งประเทศอยู่ใน 27 ตระกูล
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
ปัญหาของระบบทุนนิยม
จะทำยังไงกับปัญหาของคนเลวที่โลภจนรวย
ความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องการเงินในโลกทุนนิยม
ซึ่ง series นี้ล่าสุดเป็นประโยช์กับน้องสุพัตราด้วย ดัง comment ในpost นี้http://chanon.exteen.com/20050903/entry(ฮ่าๆ หวังว่าน้องอ่านไปแล้วไม่ใช่ว่ากลายเป็นได้ F นะ เหอๆ)
คนเวียดนามตามบอดเป็นเรื่องของคนตาบอดที่เวียดนาม ไม่ธรรมดาครับ (ไม่ได้ขาย lottery ครับ)
ประโยคเด็ด: มันเหมือนกับสื่อ(หรือคนไทยโดยส่วนใหญ่)ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนดีในสังคม จึงต้องพยายามหาข่าวของคนไม่ดีมานำเสนอ มาดูกันให้เยอะๆ ... จะได้รู้สึกว่าใครๆ ก็ไม่ดี ตัวเองจะได้ไม่รู้สึกผิดเวลาตัวเองทำไม่ดี
ข้อคิดจากหนังสือ Never Eat Aloneข้อคิดหนึ่ง ก็คือ
The choice isn't between success and failure, it's between choosing risk and striving for greatness, or risking nothing and being certain of mediocrity.
ในชีวิตของเรา เมื่อถึงเรื่องสำคัญๆ ที่เราต้องตัดสินใจ เรามีตัวเลือกสองอย่าง มันไม่ใช่เลือกว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือเลือกที่จะเสี่ยงโดยมุ่งหวังว่าชีวิตเราจะไปสู่จุดที่ยิ่งใหญ่ หรือเราอาจจะเลือกที่จะไม่เสี่ยงอะไรเลย แต่เราจะมั่นใจได้ว่าชีวิตของเราจะเป็นชีวิตที่ธรรมดาๆ ราบเรียบ
อย่าทำให้ตัวเราในอดีตต้องเสียใจครับ
Speech ของ Steve Jobs ในงาน Commencement Day ของ Stanfordเป็น speech ที่น่าประทับใจมากๆ .. แปลมาให้อ่านบางส่วนที่ชอบมากๆ ครับ
ก็จบเพียงเท่านี้ครับ จริงๆ มี entry อื่นๆ อีกครับ ลองอ่านดูได้
สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและมา comment blog นี้มากๆ ครับ!
เก่งจังเลยทำมาตั้งปีแล้ว ของเรายังไม่ครบ1ปีเลย เก่งๆ จะเอาพี่เป็นตัวอย่างค่ะ ของอนุญาตแอดนะคะ