2005/Jan/13

เดิมทีผมมี blog ที่เขียนอยู่ที่ manager ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ(สิ่งที่ไม่ค่อยดีของ)ประเทศชาติ ซะมากกว่า ลองไปอ่านดูได้ครับที่นี่: http://weblog.manager.co.th/publichome/non/

ผมเกิดที่ US ครับ ไม่ได้เกิดเมืองไทย อยู่ที่ US ตอนเด็กๆ หลายปี ... แต่ก็เป็นคนไทย 100% ครับ

ทุกวันนี้ผมจะอ่านเนื้อหาต่างๆ บน internet ที่เป็นภาษาอังกฤษ มากกว่าภาษาไทยหลายเท่า ซึ่งเหตุผลสำคัญก็เพราะ internet มันมีข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษเยอะมากๆ .. ผมคิดว่าใช้ internet อ่านแค่ภาษาไทย มันเหมือนกับใช้ internet ไม่ถึง 1% เลยมั้ง

อย่างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ถ้าคุณรับรู้โดยผ่านแต่สื่อภาษาไทย เช่น หนังสือพิมพ์ไทย, หนังสือไทย, นิตยสารไทย, ทีวีไทย, web ข่าวไทย (อย่าง manager), webboard ภาษาไทย, หรือแม้แต่ blog ก็อ่านแต่ blog ภาษาไทย .. คุณกำลังปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลของตัวเองไปเยอะมากๆ

ทุกวันนี้มันเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ มันเป็นยุคของโลกข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด ทั่วโลก online บน internet ... แต่มันน่าเศร้า ถ้า(หรือที่?)คนไทยปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลของตัวเอง โดยรับรู้ผ่านแต่สื่อไทยๆ ... ถ้าเกิดคนไทยต้องรอสื่อภาษาไทยนำเสนอถึงจะสามารถรับรู้ได้ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะตามทันประเทศที่พัฒนาแล้วซักที? .. จริงอยู่ที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น สามารถพัฒนาได้โดยคนส่วนใหญ่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ .. แต่สิ่งที่คนญี่ปุ่นมีคือวินัยในตัวเองครับ .. และมีมากซะด้วย ทำให้เขาสามารถผลักดันตัวเองให้กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้ จนคนอื่นต้องไปศึกษาจากเขา

ผมมักจะพบเห็นบ่อยๆ ถึงคนที่ชอบบ่นว่า หนังสือภาษาไทยดีๆ ไม่ค่อยมี เลยไม่สามารถหาความรู้ในเรื่องที่ตัวเองสนใจได้เท่าไหร่ ... ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีหนังสือภาษาไทยดีๆ หรอกครับ ... อย่าไปโทษเรื่องนอกตัว โทษตัวเองก่อนดีกว่า .. ถ้าข้อมูลมันมี แต่มีเป็นภาษาอังกฤษ ก็ต้องศึกษาให้ได้จากภาษาอังกฤษ ไม่ใช่หมดหวังไปเฉยๆ หรือต้องรอจนกระทั่งจะมีคนใจดีแปลเป็นภาษาไทยให้อ่าน .. อย่างนี้แหละ เลยตามประเทศอื่นไม่ทัน

ในปัจจุบันการแข่งขันกันในระดับโลกของประเทศต่างนั้น "Information is Power"ครับแต่ถ้าคนไทยปิดกั้นตัวเองจาก Information แล้วจะสู้กับใครครับ ในขณะที่ชาวโลกเชื่อมโยงข่าวสารถึงกันหมด แต่คนไทยปิดกั้นตัวเองอยู่ในกรอบของประเทศตัวเอง มันก็เสมือนวิ่งถอยหลังเทียบกับประเทศอื่นๆ .. แล้วอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าประเทศของเราถอยหลังมากๆ จนประเทศอื่นๆ อย่างแม้กระทั่งเวียดนาม แซงหน้าไปหมด .. ประเทศเราจะยิ่งเสมือนกลายเป็นเมืองขึ้นเข้าไปใหญ่ครับ

ที่ภาษาไทยไม่ค่อยมีอย่างหนึ่งก็คือหนังสือด้าน Self-Help และด้านปรัชญาชีวิตต่างๆ

แต่สุดท้ายก็คือ ถึงมี คนก็ไม่คิดจะอ่านอยู่ดี

แล้วจะมีคนบอกผมอีกว่า ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อยู่อย่างสบายๆ ดีกว่า ไม่ต้องไปฝันอะไรให้ไกล ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องดิ้นรน ... ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ทุกคนมีสิทธิใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยาก ... แต่ถ้าทุกคนในประเทศไม่มีใครตั้งเป้าที่สูงๆ ไม่มีใครตั้งความฝันให้ไกลแล้วพยายามทำให้เป็นจริง .. แล้วประเทศเราจะเป็นยังไงครับ .. ในโลกของการเปลี่ยนแปลง การอยู่เหมือนเดิมไม่พัฒนาก็คือการถอยหลังอีกนั่นแหละครับ

blog นี้ผมจึงเขียนเพื่อพยายามจุดประกายให้คนที่ไม่มีความฝัน ได้สร้างความฝัน และให้คนที่มีความฝัน ได้แรงบันดาลใจที่จะทำความฝันตัวเองให้เป็นจริงครับ ... มนุษยชาติก้าวหน้ามาได้ ก็เพราะบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ได้พยายามทำให้ความฝันตัวเองเป็นจริงครับ .. เช่นเดียวกัน ประเทศเราจะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ก็อยู่ที่ว่าคนในประเทศ จะมีคนที่ตั้งความฝันที่ยิ่งใหญ่ และพยายามทำให้เป็นจริง กี่คนครับ

อ่ะ หลุดเรื่องที่จะพูดไปไกล

ก็คือ วันนี้ผมก็ไปอ่าน web ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง คือ http://www.stickmanbangkok.com(ระวัง! อาจมีโฆษณาที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ครับ) เป็น web ที่ฝรั่งที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาเขียนกันเกี่ยวกับประสบการณ์และความรู้สึก ที่มาอยู่เมืองไทย ... มีส่วนบทความจากผู้อ่าน(คือฝรั่งด้วยกัน) เขียนมาเยอะมาก ... ก็มีทั้งฝรั่งที่ประทับใจคนไทย ฝรั่งที่สมเพชคนไทย และฝรั่งที่ดูถูกคนไทย .. อ่านมาถึงตรงนี้ บางคนคงจะเลือดเดือดกันขึ้นมาบ้างแล้ว ฮ่าๆ

คือต้องยอมรับว่าวิธีคิดแบบตะวันตก กับวิธีคิดแบบไทยๆ จริงๆ มันก็ต่างกันอยู่พอควร ทำให้มุมมองที่เขาเห็นคนไทย จึงอาจจะเห็นด้านไม่ดีบ้างเป็นธรรมดาบวกกับเรื่องที่ว่าฝรั่งหลายคนอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมของบาร์เบียร์ เลยเห็นภาพไม่ค่อยครบเท่าไหร่ ... แต่ก็ต้องยอมรับอีกว่าบางเรื่องที่เขาเขียนนั้นเป็นเรื่องจริง (ที่ไม่ดี) เหมือนกัน

คือมันเป็นการสะท้อนภาพของสังคมไทยที่ดีมากๆ ... ฝรั่งพวกนี้บางทีรู้จักคนไทยมากกว่าที่คนไทยจะรู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จริงๆ ต้องไปอ่านครับ แล้วจะรู้ว่าเหมือนกับเป็นการอ่านฝรั่งนินทาคนไทยกันเลย ... มีการเขียนแม้กระทั่งว่า "คนไทยไม่รู้หรอก ว่าพวกเราเขียนอะไรกันที่นี่" ฮ่าๆๆ ...

พอดีก็มาเจอบทความนึงที่ทำให้ผมทนไม่ได้ ต้องมาเขียน blog (ที่ยาวเหลือกเกิน) enty นี้ .. เป็นบทความที่สะท้อนภาพบางอย่างให้เห็น มันเป็นเรื่องของฝรั่งที่สอนหนังสือในเมืองไทยครับ ชื่อเรื่องว่า Teaching in Thailand .. อ่านแล้วผมยอมรับว่ารู้สึกอนาถมากๆ

ผมแนะนำให้ไปอ่านเองครับ แต่จะสรุปให้อ่านด้วยครับ

  • ฝรั่งคนนี้สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียงแห่งนึงในกรุงเทพ
  • สอนชั้น ม5 และ ม6 ห้องนึงมี 40 คน (ซึ่งจริงๆ ถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับโรงเรียน US ครับ ที่ผมเคยเรียนตอนเด็กๆ ห้องนึงแค่ 20 คนครับ อาจารย์สามารถสอนได้อย่างทั่วถึง และนักเรียนมีส่วนร่วมได้มากกว่า)
  • สิ่งแรกที่เขาสังเกตเมื่อเทียบกับที่เขาเคยเรียนตอนเด็กๆ คือ ทัศนคติโดยรวมของคนในโรงเรียน ถึงแม้ว่านักเรียนดูมีสัมมาคาราวะ(ฮ่าๆ คนไทยไม่เคยขาด ยังน่ายินดี) แต่โดยรวมทุกคนที่โรงเรียนนี้ ดูเหมือนจะมีทัศนคติต่อการเรียนว่า "it doesn't matter" คือ "มันไม่สำคัญเท่าไหร่ช่างมันเถอะ"
  • ครูไทย friendly และช่วยเหลือดีมาก แต่เขารู้สึกว่าครูพวกนี้ทำงานที่นี่ที่เดียวมาตลอดชีวิตแน่ๆ เลย ซึ่งพอเขาถามก็พบว่าจริงอย่างที่คิด บางคนทำมา 15 ปี บางคน 20 ปี
  • ในวันที่สอนวันแรก ก็พบกับ 'วัฒนธรรม' ของนักเรียน ว่าเข้าเรียนสาย ... ประมาณครึ่งนึงเข้าสายครึ่งชั่วโมง ... เขาคิดว่าเอะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า เลยไปถามครูไทย .. ครูไทยก็ได้แต่ยิ้ม แล้วก็ประมาณว่ายอมรับว่าเนี่ยแหละ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ
  • ฝรั่งคนนี้เขียนว่า ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเด็กผู้ชายอายุ 16-18 ปี คงจะไม่สนใจที่จะเรียนภาษาอังกฤษกันเท่าไหร่ .. แต่เขาก็เจอนักเรียนบางคนพยายามหลับในห้องเรียนอย่างเปิดเผย หรือบางคนคุยมือถือในห้อง ...
  • เขาบอกว่าถ้าเป็นตอนเขาเด็กๆทำตัวอย่างนี้คงมีปัญหาแน่ๆ ถ้าเป็นโรงเรียนฝรั่ง ถ้าทำตัวมีปัญหา หรือไม่เข้าเรียน จะต้องถูกทำบันทึกและเรียกผู้ปกครองมาพบแน่ๆ .. เมื่อเขาเสนอความคิดนี้กับครูไทย ครูไทยก็พูดว่า 'Oh ก็ idea ดีนะ' พร้อมกับหน้าตาเฉยๆ ... ฝรั่งบอกว่าปกติเขาจะไม่อึ้งอะไรง่ายๆ แต่คราวนี้เขาอึ้งไปเลยกับทัศนคติของครูต่อพฤติกรรมนักเรียน ..
  • ถึงแม้ว่าเขามีนักเรียนเยอะมาก แต่เขาก็ตัดสินใจสั่งการบ้านให้ทำ เป็นการบ้านที่ใช้เวลา 5-10 นาที .. ปรากฏว่าจากนักเรียน 800 คน มีส่งการบ้านแค่ 11 คน ... มีอยู่คนนึงอุตส่าห์ลอกการบ้านจากเพื่อนอีกคนต่อหน้าต่อตา แล้วยังลืมเปลี่ยนคำตอบของคำถาม What is your Thai name and nickname อีกต่างหาก ... ซึ่งเขาก็ไม่อยากจะด่านักเรียนคนนี้ เพราะอย่างน้อยนักเรียนคนนี้ก็มีความพยายามที่จะส่งการบ้าน ซึ่งถือว่าเป็น Top 1% ของนักเรียนที่เขาสอนแล้ว (!!!!!)
  • พอคุยเรื่องเด็กไม่ส่งการบ้านกับเจ้านาย (คงเป็นครูใหญ่) .. เจ้านายก็ยิ้ม แล้วก็แค่นั้น
  • ฝรั่งเขาเริ่มรู้สึกว่าอย่างนี้ไม่รู้นักเรียนจะมาเข้าเรียนทำไม แล้วคิดไปคิดมาก็ไม่รู้ตัวเองจะมาสอนทำไม!
  • ข้อสรุปจากประสบการณ์ในการสอนคือ การพยายามสอนอะไรเปล่าประโยชน์ พยายามทำตัวเป็นตัวตลกจะได้รับความสนใจกว่า
  • Sure, I like to make my classes fun, but dont Thais understand that life is not one big game? I often get the feeling that the students come to English classes as if they were going to watch a comedy show, expecting to assimilate my knowledge without lifting a finger.
  • กำลังจะเป็นช่วงของการสอบ ครูคนนึงก็บอกว่า 'ช่วงสอบสบายดี ไม่ต้องสอน กิจกรรมเยอะ'
  • ในห้องเรียน จะมีนักเรียนจำนวนน้อยๆ จำนวนหนึ่งที่ bright มากๆ ซึ่งเขาก็บอกว่าน่าสงสารเด็กพวกนี้ ถูกระบบการศึกษาไทยรั้งไว้แท้ๆ
  • ฝรั่งบอกว่า ถ้าเป็น US ถ้าคุณสอบตกชั้น ป.4 คุณสามารถเข้าเรียนตอน summer แทนเพื่อผ่าน หรือไม่ก็เรียนซ้ำชั้น นั่นคือถ้าสอบตก คุณจะไม่สามารถเรียนชั้นต่อไป ... แต่อย่าคิดว่าในไทยจะเป็นแบบนั้น อย่างที่ครูไทยคนนึงบอก 'ถ้าสอบไม่ผ่าน ก็จะให้โอกาสทำข้อสอบแบบง่ายขึ้น หรือถ้าไม่ผ่านอีก หรือไม่มาสอบอีก ก็สามารถจ่ายเงินครูเพื่อให้ผ่านได้' .. พอถึงจุดนี้ฝรั่งบอกว่า อย่างนี้ไม่รู้จะเสียเงินจ้างฝรั่งมาทำ(บ้า)อะไร (เหตุผลจริงๆ ก็คือเป็นหน้าเป็นตาให้โรงเรียนน่ะแหละ ฝรั่งคนนี้คงยังไม่เข้าใจแต่จะมีฝรั่งที่เขียนด่าเรื่องคนไทยอะไรก็เป็นเรื่องหน้าตาอย่างเดียวที่ web เดียวกันนี้เหมือนกัน)
  • จบท้ายด้วยความเห็นจาก webmaster ของ web นี้ ซึ่งก็เจ็บปวดเช่นเดียวกัน :
  • So much of what happens in Thai schools is baffling, defies any sense of logic and in many ways is heartbreaking. Education is one the keys to future success and the poor level of education that so many Thai students get is quite frankly, criminal.

นี่คือโรงเรียนชายล้วนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพหรือนี่?? นี่คือโรงเรียนระดับชั้นนำของประเทศหรือนี่?? ... ตอนผมเรียนชั้นประถม มัธยมที่เมืองไทย มันยังไม่แย่ขนาดนี้นี่หน่า .. บางอย่างก็แย่อย่างที่เขาบอกเหมือนกัน แต่มันก็ยังดีกว่านี้นะ .. บทความนี้ส่งเข้ามาวันที่ 20/12/2004 ครับ แสดงว่าเป็นสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน

ใครที่เป็นรุ่นน้องช่วยบอกหน่อยว่าตอนเรียน ม.ปลาย มันเป็นอย่างนี้รึเปล่า !?

สุดท้าย ผมเศร้าใจ อย่างที่ผมเขียนตอนต้น entry นี้ว่า ภาษาอังกฤษ มันเป็นกุญแจสู่ความรู้มหาศาล แต่เด็กไทยทุกวันนี้ไม่เห็นค่าในการเรียนภาษาอังกฤษเลยหรือนี่????

แก้ไขเมื่อ 13/1/2548 17:29:22

แก้ไขเมื่อ 13/1/2548 17:35:14

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ถึงจะจบม.ปลายมา 5 ปีแล้ว แต่ก็ขอยืนยันว่าจริง และก็ไม่ใช่เฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ เพราะผมก็เห็นเป็นแบบนี้ทุกวิชานั่นแหล่ะ

ในความเป็นจริงของระบบการศึกษาไทย มันไม่มีการสอบตกซ้ำชั้น และเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ที่ผม "ยอมรับไม่ได้"

เรื่องอื่นๆคงไม่ต้องพูดมั้ง เพราะมันค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ตราบใดที่ทัศนคติต่างๆ (ทั้งผู้สอนและผู้เรียน) ยังเป็นแบบนี้ หากเงินเดือนครูอาจารย์ และระบบการเลื่อนขั้น ยังเป็นแบบในปัจจุบัน ไม่มีการประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ผมเชื่อว่าคนที่มีศักยภาพ คนเก่งๆ คงหันไปทำงานอื่นกันอยู่ดี

เมื่อไม่มีคนเก่ง ไม่มีคนกล้ามากพอในวงการนั้น แล้วใครจะกล้าฝืนกล้าต่อสู้กับวัฒนธรรมแบบนั้นกัน ยังไงก็โดนกระแสจากคนส่วนใหญ่กลบไปหมด

หน่วยงานเดียวในวงการศึกษาที่ผมยอมรับ คือ สสวท. ที่มีทัศนคติดีกว่าที่อื่นๆ แต่กำลังคนและงบประมาณน้อยนิดเหลือเกิน ถ้าไม่ได้ความร่วมมือจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆคงแย่
#1  by  PaePae At 2005-01-13 17:38, 
ผมเป็นเด็กโรงเรียนรัฐบาลอยู่ ม.4 ครับ
เขียนเท่าที่สมองเด็ก ม.ปลาย คนนึงจะคิดออกครับ
แปะไว้ในบลอคของผมเองครับ มันยาวเกินจะคอมเม้นท์ ^_^

http://www.exteen.com/comment.asp?user=razhluk&entryid=17688

ขอบคุณพี่ที่นำอะไรดีๆมาให้อ่านกันครับ
#2  by  วงเมือง At 2005-01-13 18:32, 
บางคนเค้าให้ความสำคัญกับการเรียนที่ที่เรียนพิเศษ มากกว่าครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน

จะให้โทษอาจารย์ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก แต่อาจารย์บางคนก็สามารถทำให้เด็กเบื่อได้จริงๆ พาลทำให้เด็กไม่อยากเรียนวิชาอื่นไปด้วย

ปัญหาการศึกษาไทยยังมีเรื่องแบบ การเมืองในโรงเรียน อะไรแบบนี้อีกครับ แบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ไม่เข้าท่า
#3  by   มาสเตอร์แชมป์ At 2005-01-13 18:32, 
ผมเป็นคนนึงที่เรียนอยู่ รร.ชายล้วนครับ
และที่กล่าวมา เป็นความจริงส่วนใหญ่ครับ
ทุกวิชา นักเรียนที่ตั้งใจเรียนๆ มักจะนั่งหน้า ส่วนที่ไม่เรียนคือครึ่งห้องลงไป

นักเรียนจะทำอะไรก็ทำไป อาจารย์ไม่สน พอมีการบ้านก้ลอกๆกันไป พอสอบก็ลอกๆกันไป!?

พอช่วงเอนท์สิ่งที่พึ่งได้ของพวกเราคือ ที่เรียนพิเศษครับ คนไหนก็อยากเอนท์ติดก็ไปเรียนที่เหลือก็เป็นพวกเรียน ม.เอกชน ไม่ก็ราม และมันจะเป็นแบบปีทุกปีครับ


#4  by  catkun (168.120.92.18) At 2005-01-13 18:41, 
อ่า ขอต่ออีกหน่อย คราวนี้ตอบเป็น blog ครับ
http://www.exteen.com/comment.asp?user=paepae&entryid=17699
#5  by  PaePae At 2005-01-13 19:01, 
การเรียนที่ดี และมีประสิทธิภาพ คงต้องพิจารณาถึงการรับรู้สิ่งที่เรียนรู้ของผู้เรียนด้วยว่าจะสามารถรับในส่งทีได้เรียนรู้ได้มากเท่าไหร่ และนอกจากนี้สภาพแวดล้อมจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาการเรียนได้ดีด้วยเช้นกัน
#6  by  SwEetSeA^-^ At 2005-01-13 19:23, 
เอ้อ น่าจะมีวิธีพัฒนาให้มันดีกว่านี้นะ แต่จากที่ paepae ตอบที่ blog ก็จริง เรื่องว่าบางครั้งก็หวังพึ่งระบบไม่ได้ ต้องมองออกไปนอกระบบ

งี้ถ้ามีลูกยิ่งสำคัญมากเลยว่าต้องสอนลูกดีๆ
#7  by  chanon At 2005-01-13 20:09, 
แหะๆ ตอนเด็กๆ ผมถูกพ่อจับนั่งรถไปด้วยตลอดน่ะ มีอะไรก็ชี้ให้ดู บางทีก็ถามว่าถึงไหนแล้ว อีกกี่กิโลจะถึง ก็เลยดูหลักกิโลเป็น ดูป้ายร้านค้าอาคารต่างๆ เพื่อบอกว่าแถวนี้เรียกว่าอะไรได้ รู้กฎจราจรและดูแผนที่เป็นตั้งแต่เรียนประถม

เป็นวิธีฝึกที่ดีมากเลยล่ะ เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจในตัวพ่อผมมาก ^^
#8  by  paepae (61.91.102.248) At 2005-01-13 20:54, 
โรงเรียนของผมยังดีอยู่ครับ(สมัยปีที่ผมเรียน 2 ปีที่แล้วนะ)
ครูสอนแบบเอาใจใส่ ไม่ส่งงาน ต้องซ่อม สอบไม่ผ่าน ต้องทำรายงานสอบปากเปล่า
ตามนร.ที่ไม่เข้าห้อง เรียกนักเรียนที่มีปัญหาไปคุย
บุญของผมและเพื่อนๆจริงๆครับ โรงเรียนที่ดี ครูที่ดีก็มีเหลืออยู่ในไทยครับ
#9  by  terasphere (202.5.88.148) At 2005-01-14 01:15, 
โรงเรียนไหนอ่ะเทร่า ขอทราบชื่อโรงเรียนหน่อยครับ ^^
#10  by  PaePae At 2005-01-14 01:36, 
อ่านแล้วรู้สีกอนาถจิงๆด้วยอะ
#11  by  -- กำพล -- At 2005-04-06 21:52, 
เพิ่งได้มาอ่านครับ เขียนได้อารมณ์ดี

ในโรงเรียนของผม มีอาจารย์บางท่านเมหือนกันท่พยายามแก้ไข แต่กลับถูก'มาเฟีย'(เรียกอาจารย์ที่ไม่ทำอะไร แต่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม และมีอำนาจ กินสองขั้นทุกปี)คอยดูถูกและเหยียดหยามแบบรับไม่ไ่ด้

ตอนนี้โรงเรียนรัฐมีเด็ก 50 กว่าคนต่อห้องเรียนแล้วนี่
เน้นปริมาณ ปลอดคุณภาพ
#12  by  ABZee At 2005-04-11 23:30, 
โคตรแย่เลยที่ ABZee บอก
แปลกจริงๆ ในโรงเรียนยังต้องมาเฟียกันอีก
#13  by  chanon At 2005-05-18 01:18, 
#14  by   (202.44.130.22 /172.16.162.15) At 2005-07-13 13:12, 
วันนี้แย้ โดนอาจารย์จำได้ว่าลอกข้อสอบเพื่อนเลยไม่ได้คะแนน
#15  by   (202.44.130.22 /172.16.162.15) At 2005-07-13 13:14, 
Very Nice Site! Thanx!
http://excellent-credit-card.blogspot.com
#16  by  build credit (87.248.169.14) At 2008-08-18 11:37, 
#17  by  0 (58.27.140.58) At 2009-03-18 05:52, 
#18  by  0 (194.176.176.82) At 2009-03-18 16:03, 
good
#19  by  http://preor.sitegoz.com/ (124.120.72.151) At 2009-04-19 11:20, 
ระบบการศึกษาไทยตอนนี้แย่มากค่ะ ไม่ใช่เพียงแค่เด็กหรอกนะค่ะที่เป็นเช่นนี้ เด็กบางคนอย่างเช่นตัวหนู รู้สึกว่าระบบการศึกษาไทยในตอนนี้แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น และเป็นธุรกิจไปหมด อยากรู้อะไรเพิ่มเติม อยากเก่งกว่าคนอื่น ต้องเรียนพิเศษหาเพิ่มเอาเอง ไม่เรียนก็ตามเขาไม่ทัน หนูไม่ทราบหรอกนะค่ะ ว่ามันเกิดจากอะไร แต่จากสิ่งหนึ่งที่หนูคิดว่ามันน่าจะเป็นเหตุผลข้อนึงของระบบการศึกษาที่เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจแบบนี้ มาจากค่าจ้างหรือเงินเดือนของคุณครูที่ไม่เพียงพอ ประมาณว่าอุบความรู้ดีๆ เทคนิค หรือแนวข้อสอบที่ควรจาบอกในห้องเรียน แล้วให้นักเรียนมาเรียนเพิ่มโดยต้องจ่ายเงิน เลยมีภาพรวมไปถึงระบบเอนทราน ที่แต่ก่อนแทบไม่ต้องเสียตังค่าสมัครสอบ ไม่ต้องเรียนพิเศษ แต่ขอโทษค่ะ เดี๋ยวนี้ต้องเสียตังทุกอย่าง คิดดูนะค่ะ ค่าสอบวิชาละ200 กับคนทั้งประเทศและเงินที่หมุนเวียนในระบบการศึกษาทั้งในและนอกกระทรวงเป็นเท่าไหร่? มันมหาศาลแค่ไหน แต่ลืมไปหรือเปล่าค่ะ ว่าอีกในมุมนึง ยังมีคนที่ยากจนมากมายที่เขาต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อเลี้ยงตน แล้วทำไมค่ะ? เพราะอะไร เค้าถึงต้องจ่ายเงินค่าสอบ มันจำเป็นด้วยหรอค่ะ? ถ้าจาทบทวนดูอีกทีไม่ใช่เพียงแค่เด็กหรอกค่ะ มันขึ้นอยู่กับระบบการศึกษา บุคลากร ที่เห็นแก่เงิน และเงิน คงดีได้ล่ะ...
#20  by  คิดเช่นนั้น (115.67.98.171) At 2009-04-19 22:39, 
Very nice site!
#21  by  trtprwey (202.74.244.83) At 2009-10-02 11:19, 
Very nice site!
#22  by  iirpiipt (196.209.193.98) At 2009-10-04 11:51, 
Very nice site!
#23  by  iuorpwtw (211.100.255.97) At 2009-10-04 20:30, 

<< Home