วัน Christmas ในวัฒนธรรมตะวันตก นอกจากจะเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองทางศาสนาแล้ว มันยังมีความสำคัญคือเป็นวันแห่งการให้ดังเช่นคำพูดที่ว่า 'Tis the season of giving .. เป็นวันที่เตือนให้ทุกคนไม่ลืมความสำคัญของการเป็นผู้ให้ นอกจากนี้ก็เสมือนเป็นวันครอบครัว ที่ทุกคนในครอบครัวจะมาเจอกันพร้อมหน้า .. เรียกว่าเป็นวันแห่งความอบอุ่น ในยามหนาว ..
วันนี้ผมก็ไล่อ่าน blog ต่างๆ ที่ subscribe ไว้ หลังจากที่ไม่ได้อ่านหลายวัน แล้วก็พบเรื่องที่น่าประทับเกี่ยวกับวัน Christmas สองเรื่องครับ
ผมจะขอแปลมาตรงๆ เลยทั้งสองเรื่องแล้วกัน post นี้เป็นเรื่องแรกก่อน ...
มันเป็นคืนก่อนวันคริสต์มาส ปี 1914 หลังจากการสู้รบกันนานถึงสี่เดือน มีทหารตายไปแล้วกว่าล้านในการปะทะที่ดุดเดือด ร่างกายที่ปราศจากชีวิตถูกแช่แข็งอยู่ในหิมะ กระจัดกระจายอยู่เกลื่อนกลาดระหว่างแนวสนามเพลาะ* ของทั้งสองฝ่าย ทหาร เบลเยี่ยม เยอรมัน กับ ฝรั่งเศส อังกฤษ และแคนนาดา อยู่ใกล้กันจนสามารถตะโกนให้อีกฝ่ายได้ยิน
(ไม่รู้ว่าใช้คำถูกรึเปล่า .. คำว่า trench รู้สึกภาษาไทยจะเรียกว่าสนามเพลาะมันคือหลุมที่ลึกประมาณเกือบเท่าความสูงทหารคนหนึ่งขุดเป็นแนวยาวๆ เพื่อให้ทหารเข้าไปอยู่เพื่อหลบกระสุน ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สนามเพลาะจะเป็นแนวหน้าของแต่ละฝ่าย แล้วสนามเพลาะของทั้งสองฝ่ายก็ถูกขุดเป็นทางยาวติดต่อกันไปหลายกิโลเมตร ขนานกัน ดังนั้นในแนวหน้า ทหารทั้งสองฝ่ายจะหลบอยู่ในสนามเพลาะตัวเอง .. ถ้าหากใครออกจากสนามเพลาะเพื่อบุกไปหาอีกฝ่าย จะถูกทหารฝ่ายตรงข้ามยิงจากสนามเพลาะของฝ่ายตรงข้ามตายได้ง่ายๆ)
Lt. Kurt Zehmisch ทหารเยอรมัน ซึ่งเคยเป็นครูสอนหนังสือที่Leipzig เป่าปากดังไปทางฝ่ายอังกฤษ .. ทหารฝ่ายอังกฤษก็เป่าปากตอบมา .. ทหารเยอรมันบางคนซึ่งเคยทำงานในอังกฤษก่อนสงครามก็ตะโกนอวยพรสุขสันต์วันคริสต์มาสเป็นภาษาอังกฤษ
ทางฝ่ายสัมพันธมิตร ทหารอังกฤษก็มองอย่างตกตะลึง เมื่อต้นคริสต์มาสที่มีแสงเทียนประดับ เริ่มปรากฏขึ้นเหนือตลอดแนวสนามเพลาะของฝ่ายเยอรมัน
Henry Williamson ทหารหนุ่มจากลอนดอน เขียนในไดอารี่ว่า "จากทางฝั่งเยอรมัน เริ่มมีเสียงร้องเพลงเพลงหนึ่ง ซึ่งผมจำได้ว่านางพยาบาลชาวเยอรมันเคยลองให้ผมฟัง .. เสียงเพลงที่นุ่มลึกนั้นดังขึ้นมาจากหมอกความเย็น มันแปลกมาก เหมือนไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งไปถึงหลังจากฝันร้าย
"พวกเขาร้องเพลงของพวกเขาเสร็จ และพวกเราก็คิดว่าน่าจะโตตอบบ้าง" ทหารอังกฤษอีกคนเขียนไว้ "เราจึงร้องเพลง The First Noel แล้วพอเราร้องเสร็จ พวกเขาทั้งหมดก็เริ่มตบมือ .. แล้วพวกเขาก็เริ่มร้องเพลง O Tannebaum แล้วก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จนกระทั่งเราเริ่มร้อง O Come All Ye Faithful แล้วทหารเยอรมันก็ร่วมร้องด้วยทันที ... นี่มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก - ทหารฝ่ายตรงข้ามจากสองประเทศ ร่วมร้องเพลงวันคริสต์มาสด้วยกัน ท่ามกลางสงคราม"
"มีคนกำลังมาทางเรา!" ทหารสังเกตุการณ์แนวหน้าตะโกน
ทุกสายตาจับไปที่ทหารคนเดียวคนหนึ่ง ที่เดินมาจากฝั่งตรงข้าม
ธงสงบสุขของเขา .. เหมือนดาวแห่งวันคริสต์มาส ส่องแสงบนที่ราบนั้นสว่างนัก
ขณะที่เขาเดินอย่างกล้าหาญโดยปราศจากอาวุธในคืนนั้น
ทหารได้ออกจากสนามเพลาะของตัวเอง และต่างมาอวยพรกันและกัน ใน No Man's Land (เขตอันตรายระหว่างสนามเพลาะทั้งสองฝ่าย) .. พวกเขาต่างอวยพรกันและกันให้มีวันคริสต์มาสที่มีความสุข และตกลงกันว่าจะไม่ยิงปืนกันในวันถัดไป ... การหยุดยิงชั่วคราวนั้น ปรากฏว่ามีผลไปตลอดแนวหน้าที่ยาว 500 mile ตั้งแต่ชายฝั่งเบลเลี่ยมไปจนถึงชายแดนสวิสต์เซอร์แลนด์ ... ในวันคริสต์มาส ทหารกว่าล้านคนวางอาวุธ แล้วออกมาจากสนามเพลาะ เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของเจ้าชายแห่งสันติภาพ ... ท่ามกลางศพที่ยังเกลื่อนกลาดของทหารที่ตายแล้ว
ไม่นาน ก็มีทหารเดินทีละคนทีละคน เข้าสู่ No Man's Land
โดยไม่มีปืน หรือมีด พวกเราพบกันที่นั่น มือประสานมือ
ทหารนั้นแลกเปลี่ยนอาหารและจับมือกัน บางคนตัดเครื่องหมายและกระดุมจากชุด เพื่อมาแลกเปลี่ยนกัน คนอื่นๆ ก็แลกกันดูรูปถ่ายที่สูงค่าของภรรยาและลูก ... หลายๆ คนแลกเปลี่ยนที่อยู่กัน และสัญญาว่าจะเขียนจดหมายถึงกันหลังจากสงครามจบ
ทหารฝ่ายเยอรมันนำถังเบียร์ออกมา และทหารจาก Liverpool และ London โต้ตอบด้วยพุดดิ้งบ๊วยไสตล์อังกฤษ ทหารบางคนเอาลูกฟุตบอล ขณะที่บางคนสร้างลูกบอลจากเศษหญ้าและกล่องแยมเปล่าๆ ... ชาวเบลเลี่ยม ฝรั่งเศาส อังกฤษ และเยอรมัน เตะบอลกันในสนามน้ำแข็งเป็นชั่วโมงๆพร้อมๆ กับเสียงตะโกนเชียร์ของเพื่อนทหาร
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ตะลึงกับภาพของสันติที่เกิดขึ้นระหว่างทหารชั้นร่าง ก็ตะโกนว่าว่า "ทรยศ" และขู่การขึ้นศาลทหาร .. แต่คำขู่ของพวกเขาก็ถูกเมิน
ตามแนวหน้าบางส่วนการสงบศึกชั่วคราวนั้นเป็นผลอยู่ถึงหลายสัปดาห์ .. แต่ในที่สุด อย่างช้าๆ ภายใต้การขู่จากนายทหาร ทหารก็กลับสู่สนามเพลาะ และการยิงก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง (แต่ก็ทหารจำนวนมาก ก็เล็งสูงๆ ให้กระสุนนั้นยิงเลยข้ามหัวของ "ศัตรู"
ในที่สุดแสงของวันใหม่ก็มา และฝรั่งเศสก็เป็นฝรั่งเศสอีกครั้ง
ด้วยการร่ำลาอย่างเศร้าโศก พวกเราต่างก็เตรียมกลับไปสู่สงคราม
แต่คำถามที่ยังหลอนทุกหัวใจในคืนที่สวยงามนั้น:
"ครอบครัวของใครที่ฉันมีอยู่ในช่องเล็งของฉัน?"
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นยังมีต่อไปอีกสองปี ในช่วงเวลานั้นทหารกว่า 4.4 ล้านคนต้องตาย - โดยเฉลี่ย 6,000 คนต่อวัน .. เมื่อนับทั้งหมดมีทหาร 8.5 ล้าน ตาย
เป็นคืนวันคริสต์มาส และ เสียงเพลงของ John McCutcheons (นักแต่งเพลงที่รอดจากสงคราม) ดังก้องอยู่ในห้อง:
My name is Francis Tolliver, in Liverpool I dwell.
Each Christmas come since World War I, Ive learned its lesson well:
That the ones who call the shots wont be among the dead and lame,
And on each end of the rifle, were the same.
ชื่อของฉันคือ Francis Tolliver, ใน Liverpool ฉันอยู่
ทุกคืนวันคริสต์มาส หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฉันเรียนรู้บทเรียนนั้นดี
ว่าพวกเขาที่สั่งยิงนั้นจะไม่อยู่ในกลุ่มของคนที่ตาย
และที่ทั้งสองปลายของปืนยาว, เราก็คือกัน
(แปลจาก http://www.dragonflymedia.com/cg/cg3112/journeys3112.html)
แก้ไขเมื่อ 25/12/2547 13:07:15