2006/Jul/16

พอดีวันนี้ผมกำลังเตรียมจะประกาศรับสมัครงาน ก็เลยเข้าไปที่ Web ThaiITJobs.com ซึ่งมี webboard ThaiITPeople.com

ที่หัว webboard ก็เจอบทความที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนในอุตสาหกรรม Software ก็คือบทสัมภาษณ์ของผู้อำนวยการซิป้า ทั้งเก่าและใหม่

สัมภาษณ์ผู้อำนวยการซิป้าคนใหม่ ดร.อาวุธ พลอยส่องแสง
สัมภาษณ์ผู้อำนวยการซิป้าคนเก่า นายมนู อรดีดลเชษฐ

ทั้งสองบทความก็ได้ความรู้และทำให้เข้าใจแนวคิดการทำงานของ SIPA ได้มากพอสมควร ถ้าสนใจลองไปอ่านดูครับ

พอดีมาติดใจอยู่คำถามนึงในบทสัมภาษณ์ผู้อำนวยการคนเก่า

เมื่อก่อนเราพูดถึงอินเดีย แต่ตอนนี้ดูเหมือนเวียดนามจะแซงหน้าไทยไปแล้ว

ผม มองว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่าไปกลัวแข่งขันเพราะตลาดจะโตไปถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดใหญ่มากไม่ควรจะไปบอกว่าเวียดนามเป็นคู่แข่งเราหรืออินเดียเป็นคู่แข่ง แต่ต้องทำตัวเราเองให้เป็นที่ยอมรับของทั้งโลก

สิ่งที่เราต้องการ คือขอเพียง 1% ของตลาดทั้งโลกก็เท่ากับ 4 แสนล้านบาท เราไม่ต้องไปกลัวแข่งกับอินเดีย แข่งกับเวียดนาม ถ้าวิเคราะห์แล้วเวียดนามมีพื้นฐานทางด้านการศึกษา ทางด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์แข็งมาก ทำให้เด็กเวียดนามมีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในเชิงลึกได้

อย่าง เวียดนามต่อไปจะสามารถคิดค้นของใหม่เกี่ยวกับเรื่องซอฟต์แวร์เหมือนอเมริกา คือเป็น invention แต่เราเป็น innovation นำ invention ของคนอื่นมาใช้ เราไปทางราบ เวียดนามไปทางลึก อย่างอินเดียมีความเป็นไปทางกว้าง ทางลึกได้เพราะคนเขาเยอะ เหมือนกับรัสเซียพวกนี้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสูงมาก

ตลาด มันใหญ่ขึ้นทุกวันเพราะซอฟต์แวร์มันแฝงเข้าไปอยู่ในแทบทุกอย่างของชีวิต เราต้องสร้างคุณภาพและศักยภาพของเราแล้วตลาดมันจะมาเอง เพราะเค้กก้อนนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องแย่งกัน

สังเกตตรงที่ผมเน้นเป็นตัวหนา

สรุปว่าคนไทยไม่มีพื้นฐานการศึกษาทางด้านคณิตศาตร์ ทางด้านฟิสิกซ์ที่แข็ง แข็งไม่เท่าเวียดนาม เลยไม่สามารถเข้าใจเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์เชิงลึกได้ ???

สรุปว่าคนไทยก็เลยไม่สามารถพัฒนาคิดค้นของใหม่เรื่องซอฟต์แวร์เหมือนอเมริกาได้ ??? แต่เวียดนามเขาทำได้ ???

แล้วอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยก็เลยได้แค่จับของต่างประเทศมาใช้ ??? (ก็เลยไม่มี Intellectual Property ทางด้านซอฟต์แวร์ของตัวเอง ??? ได้แต่รับพัฒนาระบบนั่นระบบนี่โดยใช้เทคโนโลยีต่างประเทศ ???)

ถ้าพูดจริงๆ แล้ว คำพูดเหล่านี้ ในปัจจุบันมันก็อาจมีส่วนจริงอยู่ ... แต่ทำไม!!

ทำไมถึงบอกว่าการศึกษาทางด้านฟิสิกส์ และคณิตศาตร์ ของไทยไม่แข็งเท่าเวียดนาม? หรือนั่นมันเป็นเรื่องจริงแล้วในปัจจุบัน?

ทำไมถึงต้องด่วนตัดสินใจ ว่าประเทศไทยคงไม่สามารถพัฒนาทางส่วนลึกอย่างที่ว่า?

และอีกอย่างหนึ่งก็คือ นี่มันเริ่มเป็นการแสดงถึงการยอมรับของคนไทยโดยทั่วไปว่า เวียดนาม "เก่งกว่าเรา ไปไกลกว่าเราแล้ว" ?

แต่ก่อนเวียดนามในสายตาคนไทย คงไม่ต่างกับกัมพูชา หรือพม่า มากนัก ... แต่ต่อไปเราจะมองเวียดนามเหมือนมาเล ถัดจากนั้นก็มองเหมือนสิงคโปร์ และถัดจากนั้นก็จะมองเหมือนมองเกาหลี ??? เป็นประเทศเอเชียอีกประเทศ ที่พัฒนาไปไกล ด้วยนิสัยของคนที่ขยันและมุ่งมั่น ภายใต้ "ระบอบเผด็จการ" (แถมด้วยคอมมิวนิสต์)

จากประเทศที่ต้องตกอยู่ในภาวะสงครามการเมือง และเป็นสมรภูมิร้อนให้กับสงครามเย็น ... ภายในเวลาไม่กี่ปี กลับจะแซงหน้าไทย ที่แทบไม่เคยประสบภาวะเดือดร้อนอะไรเลย

และแม้ในวันนี้ ในขณะที่ประเทศเราไม่ไปไหน หมดเวลาไปปีนี้ 1 ปีกับปัญหาการเมือง ประเทศอื่นเขาก็เดินหน้าต่อไปไม่หยุด

มันคงไม่แปลกหรอกใช่ไหม ว่าทำไมเรื่องแบบนี้มันถึงเกิดได้?

ในโลกธุรกิจเขามักจะพูดกันว่า ตัดสินใจให้เร็ว สำคัญกว่าตัดสินใจให้ถูกต้อง 100% เพราะถ้ามัวแต่ใช้เวลาตัดสินใจ บางครั้งโอกาสมันอาจจะผ่านไปแล้ว

ประเทศไทยตอนนี้อยู่ในภาวะ "ไม่สามารถตัดสินใจ"

คิดดูแล้วกันว่าเสียโอกาสต่างๆ ไปมากขนาดไหน

บทความที่เกี่ยวข้อง
คนเวียดนามตาบอด
โรครักชาติ

2006/Jul/07

อ่าน blog วันนี้ของ AccBlue แล้วมันโดนใจ

ก็เลยมา Post สิ่งที่ตัวเองเขียนไว้นานแล้วหน่อย เป็นการระบาย

บทความ 2 บทความนี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2547

เขียนไว้ที่ http://weblog.manager.co.th/publichome/non/

ก่อนเหตุการณ์บ้าๆ บอๆ ทั้งหลาย

ลองอ่านดูละกัน เผื่อจะสะใจ

เหตุผลที่ประเทศไทยไม่เจริญ 1

blog นี้ผมจะขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ผมค้างคาใจอยู่ตอนนี้ คือ เหตุผลที่ผมมองเห็นค่อนข้างชัดเจน ว่าทำไมประเทศไทยถึงไม่เจริญเท่าหลายๆ ประเทศ เริ่มจากเหตุผลพื้นฐานที่สุดที่มองเห็นก่อน

ต้องพูดถึงที่มาของความรู้สึกนี้นิดนึง คือ หลังจากมี web manager แล้วผมก็เข้ามาดูข่าวสารต่างๆ และอ่านความคิดเห็นต่างๆ ผมก็รู้สึกขึ้นมาทันที ว่าทำไมคนไทยด่ากันเก่งจัง ใครที่เด่นดังขึ้นมา มักจะต้องมีคนหาเรื่องไม่ดีของเขามาด่า ถ้าใครดีแล้วล้มก็จะซ้ำเติมทันที .. แล้วมาวันนึงก็เจอข่าวเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสถิติของเด็กวัยรุ่น เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กันในวัยรุ่นที่เป็นปัญหา .. แล้วความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นยังไงรู้ไหมครับ ก็คงพอจะเดากันได้ ความคิดเห็นหลักๆ แบ่งเป็น 2-3 กลุ่ม คือ

1. ปัญหาสังคมเสื่อมลง เป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจดูแล
2. เรียกร้องให้องค์กรภาครัฐมาช่วยเหลือ แก้ไข
3. นี่เป็นผลของการมีนายกนักธุรกิจที่วัตถุนิยมแบบทักษิณ

ผมเห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกแปลกใจ แต่จริงๆ น่าจะชินแล้วมากกว่า คือผมสงสัยว่าปัญหาแบบนี้ จะให้ใครช่วยยังไง? จะว่าปัญหาเป็นเพราะรัฐบาลไม่ดูแล องค์กรภาครัฐบกพร่องต่อหน้าที่? ผมว่าไม่หรอกครับ ปัญหามันมาจาก สังคมอ่อนแอ สังคมอ่อนแอก็มาจากคนในสังคมอ่อนแอ ... อ่อนแออย่างไร อ่านต่อข้างล่างนี้เลย

ผมอยากจะบอกว่า คนที่มีความเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในชีวิตตัวเองหรือในสังคม ต้องรอให้รัฐบาลมาแก้ ต้องรอให้องค์กรมาแก้ หรือบอกว่าปัญหาต่างๆ ในชีวิตตัวเอง ในประเทศเป็นเพราะรัฐบาลนี้ หรือเพราะรัฐบาลที่แล้ว

ใครที่เชื่อว่าการให้นายกออกจากตำแหน่ง หรือให้ใครเข้ามาเป็นนายกแทน หรือให้ทักษิณได้เป็นนายกต่ออีกหลายๆ ปี จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน และประเทศชาติได้ทุกคน

ผมคิดว่าใครที่มีความเชื่อแบบนี้คงต้องผิดหวังไปตลอดชีวิต ใครที่ตั้งความหวังแบบนี้บอกได้เลยว่าจะผิดหวังแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ทางเดียวที่คนจะสามารถทำชีวิตตัวเองและสังคมให้ดีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อตัวเองยอมรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง และต่อสังคม (take responsibility) นั่นหมายความว่าปัญหาต่างๆ ในชีวิตถ้ายังโทษคนอื่น สิ่งรอบข้างนอกตัวต่างๆ ก็ไม่มีวันจะแก้อะไรได้หรอก เพราะมันเป็นการ give responsibility ให้คนอื่น *เป็นการลดอำนาจของตัวเอง* และฝากความหวังไว้กับสิ่งนอกกาย

มันเป็นทัศนคติของ "คนขี้แพ้" losers mindset

ตราบใดที่คนจนคิดว่าตัวเองจนเพราะรัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ตราบใดที่คนในสังคมโทษว่าที่สังคมต่ำทรามเพราะรัฐบาลไม่ดูแล ตราบใดที่สังคมมีแต่โทษกันไปโทษกันมาแต่ไม่มีใครถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น สังคมนี้ไม่ไปไหนหรอกครับ ย่ำอยู่กับที่อย่างนี้แหละ แล้วก็โทษกันไปโทษกันมา โทษสื่อบ้าง โทษรัฐบาลบ้าง โทษคนรวยบ้าง โทษนักการเมือง โทษกันอย่างเดียว .. แต่กลับมามองตัวเองกลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยให้เรื่องที่กำลังบ่นๆ นั้นดีขึ้นเลย เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองเลยเหมือนกัน

ผมอยากจะบอกเลยว่าใครที่อ่านข้อความนี้ ปัญหาในชีวิตคุณและในสังคมของเรา มีแค่คุณเท่านั้นแหละ ที่จะแก้ได้

ปัญหาของสังคม มันต้องอาศัยทุกคน หรือส่วนใหญ่ของสังคม take responsibility ที่จะร่วมกันแก้ ไม่ใช่รอแต่ให้รัฐบาลมาทำให้ .. ถ้าเป็นงั้นต่อให้นายกเก่งขนาดไหนก็ไม่มีทางทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นมาหรอก

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ และสำนึกในชีวิตประจำวันของทุกคนเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะการอบรมเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีและรู้จักรับผิดชอบและคิดตัดสินใจแก้ปัญหาเป็นนั้นสำคัญมาก - ปัญหาพื้นฐานของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหาของคนจนที่ถูกคนรวยรังแก หรือปัญหาของผู้นำประเทศที่ไม่ดีพอ หรือปัญหาระบบการศึกษาที่ไม่ได้เรื่อง - ไม่ใช่หรอกครับ มันเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม ไม่มีสำนึกต่อประเทศชาติ และไม่รับผิดชอบในชีวิตตัวเอง เป็นปัญหาของสังคมที่คนที่มีปัญหารอแต่จะให้คนมาช่วย รอแต่จะให้คนมาแก้ปัญหาให้ ส่วนคนที่ไม่มีปัญหาก็ไม่มีสำนึกที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา หรือช่วยในการแก้ปัญหา ส่วนคนที่เห็นคนทำผิดต่อส่วนรวมต่อหน้าต่อตาก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มีสำนึกที่จะทำอะไร

ผมเกิดที่ประเทศสหรัฐฯ และใช้ชีวิตที่ US 10 ปี ซึ่งจริงๆ ผมก็ไม่อยากยกต่างประเทศมาเปรียบเทียบ แต่เมื่อผมเปรียบเทียบคนไทยกับคนอเมริกัน มันค่อนข้างชัดเจนว่าคนอเมริกันโดยส่วนใหญ่มีสำนึกต่อส่วนรวมและประเทศชาติมากกว่าคนไทยโดยส่วนใหญ่ และคนอเมริกันโดยส่วนใหญ่จะไม่รอให้รัฐบาลมาแก้ปัญหาให้ หรือยอมรับสภาพที่เป็นอยู่โดยโทษว่าเป็นเพราะทางการไม่ช่วยเหลือ แต่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง อีกทั้งการเลี้ยงดูลูกของคนอเมริกันจะไม่ใช่การเลี้ยงแบบโอ๋ๆ แบบทำให้ทุกอย่างแบบคนไทย แต่จะฝึกให้รับผิดชอบตัวเองตั้งแต่เด็กๆ และฝึกให้คิดตัดสินใจด้วยตัวเอง - ทั้งหมดนี้มันเลยเป็นเหตุผลที่ผมว่าค่อนข้างชัดเจนว่าทำไม US (และอีกหลายๆ ประเทศ) ถึงเจริญกว่า ขณะที่เมืองไทยนั้นย่ำอยู่กับที่

พอถึงจุดนี้ก็จะมีคนบอกว่า "ก็เจริญแต่ทางวัตถุละว้า" ... ผมว่าไม่จริงหรอก คุณดูหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ของไทยทุกเช้า คุณคิดว่าไทยเป็นประเทศที่เจริญทางความคิดและจริยธรรมมากไหม? ทุกที่ก็ย่อมมีคนดีกับคนไม่ดีเหมือนกัน แต่ประเทศที่คนในสังคมส่วนใหญ่ไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม คุณคงจะรู้ได้ทันทีว่าประเทศแบบไหนที่คนไม่ดีมีโอกาสได้ดีมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่า ถ้าคนในสังคมโดยส่วนใหญ่เข้มแข็ง ต่อให้เอานายกที่ไม่ได้เรื่องที่สุดมาบริหารประเทศ ประเทศนั้นก็ยังเจริญได้


(18 สิงหาคม 2547)

เหตผลที่ประเทศไทยไม่เจริญ 2

เว้นช่วงมาพอสมควร หลังจาก "เหตุผลที่ไทยไม่เจริญ 1" จริงๆ ผมไม่ค่อยกล้าเขียนตอนต่อๆ ไปแล้ว เพราะกลัวจะถูกว่าอีกว่าถ้าไม่ชอบเมืองไทยก็ไม่ต้องมาอยู่ ดังนั้นจะขอสรุปหลายๆ ตอนที่ตั้งใจจะเขียนให้เหลือตอนนี้ตอนเดียวสรุปรวบยอดไปเลย

ถ้าดูดีๆ คุณจะเห็นว่าทุกข้อมันก็เชื่อมโยงถึงกันหมด

นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ดี:
- การไม่มีสำนึกและรับผิดชอบต่อส่วนรวม สังคม ประเทศชาติ: เวลาตัวเองไม่มีปัญหาแล้วไม่นึกถึงคนอื่น, ถ้าไม่ใช่ปัญหาตัวเองก็ไม่เดือดร้อน
- การไม่รับผิดชอบในชีวิตตัวเอง: พอตัวเองมีปัญหา จะคอยโทษคนอื่น เรียกร้องแต่ให้ส่วนรวมมาช่วย)
- ชอบโทษกันไปโทษกันมา: คนดีชอบแก้ไข คน...ชอบแก้ตัว (กับโทษคนอื่น) มัวแต่โทษกันอย่างเดียวแต่ไม่ร่วมกันแก้ปัญหา
- คิดไม่เป็น เนื่องจากระบบการศึกษา และการเลี้ยงลูกแบบ "ลูกต้องเชื่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์" อย่างเดียว (เด็กเลยไม่ได้คิดอะไรเลย) (การศึกษาไทยเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กสุดๆ แล้ว ผมเรียน อนุบาล - ป.4 กลับมาเรียน ป.5 เมืองไทย แล้วตกใจมากๆ เด็กไม่มีส่วนร่วมเลย นั่งฟังอาจารย์อย่างเดียว)
- พอคิดไม่เป็น จึงไม่คิดเอง เชื่อคนอื่นง่าย เห็นใครที่ดูเหมือนจะมีวุฒิการศึกษา มีเงินมากๆ หรือเป็นนักข่าว ก็เชื่อง่าย (ประมาณว่า คิดว่าตัวเองมีการศึกษาไม่สูง คงคิดได้ไม่ดีเท่าเขาหรอก ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน)
- ไม่ค่อยมีความคิดของตัวเองที่จะแยกแยะอะไรดีอะไรไม่ดี จึงชอบตามกระแสง่าย เช่นเรื่องวัยรุ่นกับปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ และกระแสอื่นๆ ที่ไม่ดี ที่ถ้าคนที่เป็นกระแสคิดเองได้ดีกว่านี้ มันก็จะไม่เป็นกระแส
- เชื่อคนง่าย ทำให้ถูกปลุกระดมง่าย หรือชี้นำหลอกลวงง่าย เนื่องด้วยเหตุผลแบบเดียวกับ 2-3 ข้อก่อนหน้านี้
- เห็นเงินเป็นพระเจ้า แทนที่จะมองคนที่คุณธรรมความดีงาม หรือผลงาน เห็นใครรวยก็กราบไหว้บูชา ประกอบกับเรื่องเชื่อคนง่าย ทำให้คนที่มีเงินมากๆ ในไทยมีอิทธิพลสูงกว่าที่ควรจะเป็น
- นิสัยกลัวคนอื่นเด่นดังกว่าตัวเอง เห็นใครดี เด่น ดัง ก็จะต้องหาข้อเสีย ข้อไม่ดี มาพูด มาแฉ ประมาณว่าจะทำให้ตัวเองไม่รู้สึกด้อยเกินไปรึเปล่าไม่รู้
- กลัวคนไทยคนอื่นเด่นดังกว่าตัวเอง ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องขัดแข้งขัดขาหาทุกวิถีทาง ถึงแม้ว่าหลายๆ ครั้งจะไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตตัวเองด้วยซ้ำไป ประมาณว่าเห็นเขาได้ดีมากๆ แล้วรู้สึกชีวิตตัวเองต้อยต่ำเกินไปรึเปล่าไม่รู้
- ถึงแม้กับคนไทยด้วยกันจะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่ว่ากลับก้มหัวให้ฝรั่ง เชิดชูฝรั่ง เพราะความเข้าใจว่าฝรั่งมีเงินมาก (รวมกับประเด็นเห็นเงินเป็นพระเจ้า) แทนที่จะช่วยกันสนับสนุนคนไทยด้วยกัน และร่วมมือกันไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับฝรั่ง กับต่างประเทศ นี่ไม่เลย ให้เขามาเอาเปรียบเราเต็มๆ แล้วมาเอาเปรียบคนไทยด้วยกันอีก ผมเห็นประเทศอื่นที่เจริญแล้วมีแต่เขาจะช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ของคนประเทศเดียวกัน รวมกับประเด็นไม่มีสำนึกต่อประเทศชาติ ประเทศไทยจึงมีพวกขายชาติ เยอะ
- ความที่ว่าเห็นฝรั่งดี จึงมักจะ import วัฒนธรรมของต่างชาติมา แต่ไม่ยอมแยกแยะระหว่างดีกับไม่ดี เป็นการเร่งความเร็วในการเสื่อมลงของสังคม
- ขาดความสามัคคี เนื่องจากนิสัยชอบแก่งแย่งกัน กับการขาดสำนึกต่อประเทศชาติ กับชอบโทษกันไปโทษกันมา กับอีกหลายข้อ แทนที่จะร่วมมือกัน กลับมองหาแต่ทางทำลายกัน
- สื่อ + ไม่สำนึกต่อส่วนรวม = สังคมถดถอย ... สื่อในปัจจุบันเป็นตัวช่วยทำลายสังคมอย่างมาก เพราะความไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม ต้องการแค่เงิน ต้องการขายข่าว จึงต้องเขียนข่าวให้เกิดข่าว อะไรเล็กน้อยก็ต้องเอามาทำเป็นเรื่องใหญ่ คนจะได้สนใจ ต้องพาดหัวข่าวให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างทั้งสองฝ่าย จะได้เกิดข่าวต่อเนื่อง... สื่อในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของหลายๆ ประเด็นที่ผมเขียนมา เพราะในเนื้อหาการพาดหัวข่าวและการเขียนข่าวของเขา จะแสดงซึ่งนิสัยเหล่านี้ออกมา ... แต่จริงๆ สื่อที่ไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม มันก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากสังคมที่ไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม
- เมื่อรวมเรื่อง "เชื่อคนง่าย" กับสื่อที่ไม่สำนึกต่อส่วนรวม ทำให้ข่าวที่สื่อมั่วขึ้นมา หรือไม่มีแก่นสารอะไร คนก็กลับเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่โต แทนที่สื่อจะให้ความสำคัญกับเรื่องสร้างสรรค์ ก็มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ สรุปว่าคนเลยชื่อว่าเรื่องไม่เกิดประโยชน์พวกนี้สำคัญกว่าเรื่องที่สร้างสรรค์
- พ่อแม่ไม่ใส่ใจดูแลให้เวลากับลูก และไม่เลี้ยงลูกให้รู้จักคิดเอง สถาบันครอบครัวอ่อนแอ เมื่อสถาบันขนาดเล็กสุดยังอ่อนแอ จึงทำให้เกิดปัญหาในสังคมต่างๆ นาๆ ซึ่งความรับผิดชอบนั้นต้องตกอยู่ที่ผู้ใหญ่รุ่นที่เป็นพ่อแม่ในปัจจุบัน ถ้ามองว่า คนรุ่นหลัง โตขึ้นมาภายในสังคมที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้น ดังนั้นคนรุ่นก่อนจึงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่คนรุ่นหลังเป็นด้วย ไม่ใช่ไปโทษเด็ก ... เด็กไทยในปัจจุบันจึงเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะถูกผู้ใหญ่กระทำ และเอาเปรียบ มองเด็กเป็นเพียง "ตลาดใหม่" ที่จะดูดเอาผลประโยชน์มาได้เท่านั้น (ประกอบกับประเด็นไม่สำนึกต่อส่วนรวม...)
- ปัจจุบันการแก้ปัญหาสังคมมักพุ่งเป้าไปที่ปลายเหตุ แต่จริงๆ จุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่การพัฒนาคนแต่ละคนในสังคมให้ถูกทาง ซึ่งคนแต่ละคนก็เริ่มจากการเป็นเด็ก ดังนั้นการพัฒนาสังคมเพื่ออนาคตที่ดี จึงน่าจะพุ่งตรงไปที่การพัฒนาเด็กรุ่นหลังให้ฉลาด คิดเองเป็น ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งระบบการศึกษา และมุมมองโดยรวมของสังคม ต่อเด็ก ว่าเป็น "อนาคตของชาติ" จริงๆ อย่างไร .. ทุกวันนี้เหมือนประเด็นนี้จะถูกลืมไป แต่จริงๆ แล้ว ....

จริงๆ แล้ว ประเด็นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ไม่มีใครรู้ ตรงกันข้าม หลายคนรู้ โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ .. ใครๆ ก็รู้ หลายๆ ข้อ แต่ไม่มีใครคิดจะเปลี่ยน ... จริงๆ แล้วกลุ่มผลประโยชน์ไม่อยากเปลี่ยนแปลงประเด็นเหล่านี้หรอก คนไทยเป็นอย่างนี้แหละดีที่สุดแล้วสำหรับพวกเขา เพราะเมื่อเป็นอย่างนี้ เขาก็สบาย .. จะทำให้คนไทยมีความคิดของตัวเองไปทำไม จะทำให้คนไทยมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมประเทศชาติทำไม จะเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางวัตถุไปทำไม จะให้คนไทยสนับสนุนกันทำไม ช่วยกันขัดขากันก็ดีแล้ว (กูจะได้ไม่ต้องไปขัดขาเอง) ... เห็นได้ชัดว่าทำไมสภาพของประเทศมันเอื้อต่อการให้คนพวกนี้อยู่อย่างสุขสบาย และคนในประเทศก็ไม่ค่อยสนใจด้วย เพราะบรรทัดแรกนั่นแหละ (ไม่สำนึกต่อส่วนรวม) ...

ในมุมมองการเมืองนิดนึง .. "กลุ่มผลประโยชน์" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะนักการเมือง และไม่ได้เจาะจงหมายถึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะตอนนี้นักการเมืองทุกกลุ่มมันก็เป็น "กลุ่มผลประโยชน์" ทั้งนั้น

ประเด็นคือในระยะสั้น เราไม่สามารถทำอะไรกับ "กลุ่มผลประโยชน์" พวกนี้ได้หรอก ทำได้แค่เลือกมาซักกลุ่มนึง แต่ในระยะยาว เราอาจสามารถลด "อิทธิพล" ของกลุ่มผลประโยชน์พวกนี้ และต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงสังคมของเรา เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีความคิดที่ดี และเปลี่ยนสิ่งไม่ดีเหล่านี้

แต่ถ้าประเทศไทยยังอยู่ในสภาพนี้ ผมว่าไม่เจริญแน่นอน .. จะเจริญก็เพียงวัตถุ [edit: ด้านวัตถุเจริญก็เฉพาะทางด้านการบริโภค แต่ด้านการสร้างสรรค์เทคโนโลยีของตัวเองก็ยังยากอยู่] แต่ด้านจิตใจจะถดถอย แล้วคุณอยากให้ลูกหลานต้องเจอกับสภาพแบบนี้เหรอ? ต้องช่วยกันครับ ช่วยกันเปลี่ยนแปลง

เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร? คุณคิดว่าผมประสาท หรือคุณคิดว่าประเทศไทยตอนนี้มันก็ดีอยู่แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ผมบอกซักหน่อย ก็บอกมาได้เลยครับ ...

(10 กันยายน 2547)

เอามาอ่านแล้วคิดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน ข้อสรุปก็คือ แทนที่จะไปบ้าบอไปกับทั้ง 2 ฝ่าย ก็มุ่งทำชีวิตตัวเองให้ดี นั่นแหละคือการรักชาติ

2006/Mar/01

บางครั้งรู้สึกท้อกับประเทศนี้จริงๆ ...

รักชาติกันให้มากๆ หน่อยนะครับ

มีความฝันที่สร้างสรรค์ สร้างประโยชน์ให้ประเทศ กันมากๆ หน่อย

อย่าคิดแค่ว่า ฉันสบายของฉันคนเดียว

ขอร้อง ....